ข่าวประชาสัมพันธ์
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 4 สานักผังเมือง กรุงเทพมหานคร สานักผังเมือง ได้จัดการประชุมหารือเพื่อบูรณาการแผนผังโครงสร้างการพัฒนากรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้านสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม ในโครงการวางและจัดทาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ผู้ร่วมประชุมเป็นตัวแทนจากหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง และตัวแทนจากจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี นครปฐม และฉะเชิงเทรา จานวน 105 คน โดยมี นางสาว อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อานวยการสานักผังเมือง เป็นประธานการประชุม
รศ.ดร.นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า การรวบรวมและบาบัดน้าเสีย การจัดเก็บและกาจัดขยะ ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งกรุงเทพมหานคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนตาบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปัจจุบันดาเนินการในลักษณะต่างคนต่างทา ทาให้มีปัญหาสะสมตามการขยายตัวของประชากรในแต่ละท้องถิ่น จึงควรใช้วิธีบริหารจัดการอย่างเป็นระบบโดยบูรณาการแผนงานระหว่างกรุงเทพมหานครกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดประสิทธิผลสูงสุด
ผศ.ดร.ศรัณย์ เตชะเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณูปโภค ได้บรรยายสรุปว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีระบบบาบัดน้าเสียรวม 7 แห่ง ในเขตดินแดง ช่องนนทรี หนองแขม จตุจักร ทุ่งครุ รัตนโกสินทร์ สี่พระยา และก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ที่เขตบางซื่อ หนองบอน คลองเตย และธนบุรี ศักยภาพในการรับและบาบัดน้าเสียเกือบหนึ่งล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก แต่คุณภาพน้าในแม่น้าลาคลองยังเน่าเสีย เนื่องจากโครงข่ายท่อรวบรวมน้าเสียยังไม่ทั่วถึงเพียงพอทาให้มีการปล่อยน้าเสียลงสู่แหล่งน้าโดยตรง จึงควรมีการพิจารณาปรับปรุงโครงข่ายท่อน้าเสียเพิ่มขึ้น สาหรับชุมชนริมน้าที่มีการทิ้งน้าเสียลงคลอง ต้องมีมาตรการในการรณรงค์ขอความร่วมมือ หรือใช้กฎหมายบังคับ สาหรับการใช้ท่อรวมทั้งน้าเสียและน้าฝน อาจไม่เหมาะสมกับกรุงเทพมหานคร เนื่องจากท่อรวบรวมน้าเสียจะต้องอยู่ในระดับต่ามาก ทาให้น้าใต้ดินไหลเข้าสู่ระบบรวบรวมน้าเสียได้ง่าย ส่งผลให้ความเข้มข้นของน้าเสียต่าเป็นอุปสรรคของการบาบัด เพราะเลี้ยงแบคทีเรียไม่ขึ้น ส่งผลให้ระบบทางานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แนวทางพิจารณาแก้ไข ได้แก่ การก่อสร้างระบบรวบรวมเฉพาะน้าเสียแยกจากน้าฝน ซึ่งมีข้อดีทาให้น้าไม่รั่วออกสู่แหล่งน้าธรรมชาติ น้าในระบบมีปริมาณน้อยแต่ความเข้มข้นสูง ซึ่งเดินระบบบาบัดได้ง่ายและค่าใช้จ่ายต่า
ดร.ศรันย์ ได้กล่าวอีกว่า สาหรับพื้นที่ปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี มีระบบบาบัดน้าเสียรวมไม่ครอบคลุมเพียงพอ มีน้าเสียจากชุมชนริมน้า ตลาดสด ภาคการเกษตร ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง ส่วนจังหวัดนครปฐม และสมุทรสาคร มีกิจกรรมที่หลากหลายทั้ง การเกษตร นากุ้ง บ่อปลา ฟาร์มสุกร โรงงานอุตสาหกรรม และน้าเสียจากชุมชน ถูกปล่อยลงสู่แม่น้าท่าจีน ทาให้สภาพน้าในแม่น้าท่าจีนวิกฤตขั้นรุนแรง ค่า BOD แบคทีเรีย และสารตะกั่วมีค่าเกินมาตรฐาน ขณะที่จังหวัดสมุทรปราการก่อสร้างระบบรวบรวมและบาบัดน้าเสียคลองด่านเสร็จกว่าร้อยละ 95 แต่ไม่สามารถเดินระบบได้จนปัจจุบันท่อรวบรวมน้าเสียและระบบบาบัดเสียหายใช้การไม่ได้ แนวทางที่คณะผู้ศึกษานาเสนอ คือ การประสานความร่วมมือในการรวบรวมและบาบัดน้าเสียในเขตพื้นที่ต่อเนื่องระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล ได้แก่ การก่อสร้างระบบท่อแยกในพื้นที่ที่มีบทบาทความสาคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ต่อเนื่อง การกาหนดติดตั้งระบบ On-site ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นน้อย และมาตรการจัดเก็บค่าบาบัดน้าเสีย เป็นต้น
นายสุวรรณ นันทศรุต ผู้อานวยการสานักงานสิ่งแวดล้อม ภาค 5 นาเสนอต่อที่ประชุมว่า การแก้ปัญหาน้าเสียต้องพิจารณาให้ครอบคลุมจานวนประชากรแฝงในพื้นที่ด้วย สาหรับการวางและจัดทาผังเมืองควรพิจารณาการคุ้มครองรักษาพื้นที่สีเขียวในเขตปริมณฑลซึ่งยังมีพื้นที่เกษตรกรรมที่สมบูรณ์ รวมทั้งควรมีการปรับปรุงการตั้งค่าความเข้มข้นของ BOD ในระบบบาบัดน้าเสียให้มีความเหมาะสม ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประเมินระบบน้าเสียทั่วประเทศ พบว่า ระบบบาบัดควรตั้งค่า BOD อยู่ที่ระดับ 80
ผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องไม่มองที่เทคนิคเพียงอย่างเดียว ต้องให้ความสาคัญต่อการบริหารจัดการด้วย อีกทั้งการแก้ปัญหาน้าท่วม โดยใช้น้าดีไล่น้าเสียออกนอกพื้นที่ ควรมีการวางแผนให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดคาถามว่าเหตุใดจึงนาน้าเสียจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งจนกลายเป็นปัญหาการต่อต้านของมวลชน
ผศ.ดร.ศรัณย์ ได้กล่าวว่า สาหรับการจัดเก็บและกาจัดขยะ ปัจจุบันปริมาณขยะในกรุงเทพมหานครมีประมาณ 8,700 ตันต่อวันจาก 2 ล้านครัวเรือน ส่วนหนึ่งนาไปทาปุ๋ยและส่งไปฝังกลบที่ อ.กาแพงแสน จ.นครปฐม และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ขณะที่จังหวัดปริมณฑลประสบปัญหาการกาจัดขยะไม่หมด เกิดขยะตกค้างจานวนมากและมีแนวโน้มสะสมขึ้นตามการขยายตัวของประชากร แนวทางการแก้ไขที่นาเสนอ คือ การประสานการจัดเก็บและกาจัดขยะระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นาไปกาจัดด้วยการใช้เตาเผา ซึ่งจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเห็นว่าไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ไม่ทาลายทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงรถขนขยะให้สวยงาม สะอาด มีการป้องกันขยะร่วงหล่น ปรับปรุงวิธีการแยกขยะ ส่งเสริมให้มีการหมุนเวียนนากลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งจัดเก็บค่าบริการที่เหมาะสมเพื่อให้มีต้นทุนการกาจัดขยะที่เพียงพอ
ประเด็นที่มีการนาเสนอในที่ประชุม ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จ้างเอกชนกาจัดขยะ แม้มีผลดีที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณการลงทุนเอง แต่ควรวางมาตรการให้เอกชนที่รับจ้างดาเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐาน และไม่ควรคิดเรื่องกาไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว ควรมองเรื่องการแปรรูปขยะให้เป็นพลังงานโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด หรือมองไกลให้ถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น