วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนๆ ลำบากไม๊?...ที่มีหาบเร่แผงลอย ล้ำเข้ามาในทางเดินเท้า...แล้วช่วยบอกหน่อย....ที่ไหนมีปัญหาบ้าง ?

ข่าวประชาสัมพันธ์ การประชุมหารือฯ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

                                        ข่าวประชาสัมพันธ์
                เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 4 สานักผังเมือง กรุงเทพมหานคร สานักผังเมือง ได้จัดการประชุมหารือเพื่อบูรณาการแผนผังโครงสร้างการพัฒนากรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในโครงการวางและจัดทาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ผู้ร่วมประชุมเป็นตัวแทนจากหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง และตัวแทนจากปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี นครปฐม และฉะเชิงเทรา จานวน 82 คนโดยมี ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ รองผู้อานวยการ สานักผังเมือง เป็นประธานการประชุม
               รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ วัฒนสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ได้บรรยายสรุปว่า เป้าหมายของการหารือคือการบูรณาการเพื่อให้มีทรัพยากรน้าที่พอเพียงต่อความต้องการ และการป้องกัน/แก้ไขปัญหาอุทกภัยของกรุงเทพมหานครแลปริมณฑล จาแนกเป็น การป้องกันน้าท่วมและการระบายน้า และการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล
                ปัญหาน้าท่วมเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ปริมาณน้าฝนและความถี่ของฝนที่ตกหนักในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อีกทั้งปริมาณน้าสะสมจากลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาตอนบนและลุ่มน้าสาขาที่ไหลลงด้านล่างประมาณ 4,000 – 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ศักยภาพในการลาเลียงน้าของแม่น้าเจ้าพระยาโดยไม่ล้นตลิ่งอยู่ที่ 2,000 – 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อประจวบกับสภาพน้าทะเลหนุนสูงในช่วงเดือนตุลาคม ส่งผลให้การระบายน้าเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางระบายน้า การสูญเสียพื้นที่รับน้าเนื่องจากการพัฒนาเมืองและการสร้างแนวคันกั้นน้าในพื้นที่ราบริมตลิ่ง การสูบน้าบาดาลกันเป็นจานวนมากทาให้แผ่นดินทรุด รวมทั้งสภาพทางกายภาพของพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นที่ลุ่มและดินอ่อน จากสาเหตุดังกล่าว ทาให้แนวโน้มการเกิดอุทกภัยในอนาคตมีความรุนแรงขึ้น โดยศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ศึกษาสภาพน้าท่วมกรุงเทพมหานครในอนาคต คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2563 จะเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลคล้ายเหตุการณ์น้าท่วมหนัก พ.ศ.2538 ซึ่งคาดว่าปริมาณฝนตกในกรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ระดับน้าทะเลปากแม่น้าแม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง มีแนวโน้มสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1.3 ซ.ม.ต่อปี ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานครทรุดตัวประมาณ 1 ซ.ม.ต่อปี ทาให้น้าทะเลสูงขึ้น 3 มิลลิเมตร/ปี ส่วนพื้นที่ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะปีละประมาณ 10 เมตร ทาให้ชายฝั่งจะมีระยะร่นขึ้น 500 เมตรในอีก 50 ปีข้างหน้าส่งผลให้พื้นที่บางส่วนของกรุงเทพมหานครมีน้าทะเลท่วมขัง ประกอบกับปัจจัยเสริมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของสิ่งก่อสร้างในแนวราบ ทาให้สภาพปัญหามีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ดร.พงศ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า การป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยของกรุงเทพมหานคร จาเป็นต้องใช้การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในภาพรวมของลุ่มน้า ทั้งการแก้ไขโดยใช้สิ่งก่อสร้าง ได้แก่ การสร้างสถานีสูบระบายน้า หรือก่อสร้างอาคารบังคับน้า การขุดคลองระบายน้า การปรับปรุงพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่เคยเป็นพื้นที่น้าท่วมถึงของฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้าเข้าพระยาให้สามารถรับน้าหลากไปเก็บชั่วคราว ส่วนการแก้ไขปัญหาน้าท่วมโดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง ได้แก่ การวางผังนโยบายการจัดการระดับลุ่มน้า การควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการปรับรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง และการเชื่อมโยงข้อมูลด้านทรัพยากรน้าระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                 สำหรับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในระดับภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ การสร้างรอดักตะกอน การปลูกป่าชายเลน การสร้างแนวชะลอคลื่น การควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินและกิจกรรมบริเวณแนวชายฝั่ง
ผู้ร่วมประชุมได้นาเสนอต่อที่ประชุมว่า การป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลควรดาเนินการในภาพรวม โดยบูรณาการแผนร่วมกับจังหวัดเพชรบุรี ชลบุรี สมุทรสงคราม และฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นพื้นที่ร่วมกันในบริเวณอ่าวรูป “ก” เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ส่วนการแก้ปัญหาน้าท่วมโดยการระบายน้าทิ้ง ต้องคานึงถึงการเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้าตามมา จึงต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้าอย่างเป็นระบบ ควรพิจารณาเรื่องการพัฒนาที่เมืองที่อยู่กับน้าได้ เช่น ส่งเสริมชุมชนร่องสวน หรือบานลอยน้าให้สามารถอยู่ในพื้นที่แก้มลิง จะช่วยรักษาพื้นที่สีเขียวไว้ได้ แทนการถมที่ดินเพื่อสร้างบ้านจัดสรร อีกทั้งต้องสร้างจิตสานึกร่วมกันของประชาชน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการน้าตั้งแต่ระดับรากหญ้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ การประชุมหารือฯ ด้านสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม

                                                       ข่าวประชาสัมพันธ์
                 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 4 สานักผังเมือง กรุงเทพมหานคร สานักผังเมือง ได้จัดการประชุมหารือเพื่อบูรณาการแผนผังโครงสร้างการพัฒนากรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้านสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม ในโครงการวางและจัดทาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ผู้ร่วมประชุมเป็นตัวแทนจากหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง และตัวแทนจากจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี นครปฐม และฉะเชิงเทรา จานวน 105 คน โดยมี นางสาว อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อานวยการสานักผังเมือง เป็นประธานการประชุม
รศ.ดร.นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า การรวบรวมและบาบัดน้าเสีย การจัดเก็บและกาจัดขยะ ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งกรุงเทพมหานคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนตาบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปัจจุบันดาเนินการในลักษณะต่างคนต่างทา ทาให้มีปัญหาสะสมตามการขยายตัวของประชากรในแต่ละท้องถิ่น จึงควรใช้วิธีบริหารจัดการอย่างเป็นระบบโดยบูรณาการแผนงานระหว่างกรุงเทพมหานครกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดประสิทธิผลสูงสุด
                  ผศ.ดร.ศรัณย์ เตชะเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณูปโภค ได้บรรยายสรุปว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีระบบบาบัดน้าเสียรวม 7 แห่ง ในเขตดินแดง ช่องนนทรี หนองแขม จตุจักร ทุ่งครุ รัตนโกสินทร์ สี่พระยา และก่อสร้างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ที่เขตบางซื่อ หนองบอน คลองเตย และธนบุรี ศักยภาพในการรับและบาบัดน้าเสียเกือบหนึ่งล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก แต่คุณภาพน้าในแม่น้าลาคลองยังเน่าเสีย เนื่องจากโครงข่ายท่อรวบรวมน้าเสียยังไม่ทั่วถึงเพียงพอทาให้มีการปล่อยน้าเสียลงสู่แหล่งน้าโดยตรง จึงควรมีการพิจารณาปรับปรุงโครงข่ายท่อน้าเสียเพิ่มขึ้น สาหรับชุมชนริมน้าที่มีการทิ้งน้าเสียลงคลอง ต้องมีมาตรการในการรณรงค์ขอความร่วมมือ หรือใช้กฎหมายบังคับ สาหรับการใช้ท่อรวมทั้งน้าเสียและน้าฝน อาจไม่เหมาะสมกับกรุงเทพมหานคร เนื่องจากท่อรวบรวมน้าเสียจะต้องอยู่ในระดับต่ามาก ทาให้น้าใต้ดินไหลเข้าสู่ระบบรวบรวมน้าเสียได้ง่าย ส่งผลให้ความเข้มข้นของน้าเสียต่าเป็นอุปสรรคของการบาบัด เพราะเลี้ยงแบคทีเรียไม่ขึ้น ส่งผลให้ระบบทางานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แนวทางพิจารณาแก้ไข ได้แก่ การก่อสร้างระบบรวบรวมเฉพาะน้าเสียแยกจากน้าฝน ซึ่งมีข้อดีทาให้น้าไม่รั่วออกสู่แหล่งน้าธรรมชาติ น้าในระบบมีปริมาณน้อยแต่ความเข้มข้นสูง ซึ่งเดินระบบบาบัดได้ง่ายและค่าใช้จ่ายต่า
                        ดร.ศรันย์ ได้กล่าวอีกว่า สาหรับพื้นที่ปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี มีระบบบาบัดน้าเสียรวมไม่ครอบคลุมเพียงพอ มีน้าเสียจากชุมชนริมน้า ตลาดสด ภาคการเกษตร ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง ส่วนจังหวัดนครปฐม และสมุทรสาคร มีกิจกรรมที่หลากหลายทั้ง การเกษตร นากุ้ง บ่อปลา ฟาร์มสุกร โรงงานอุตสาหกรรม และน้าเสียจากชุมชน ถูกปล่อยลงสู่แม่น้าท่าจีน ทาให้สภาพน้าในแม่น้าท่าจีนวิกฤตขั้นรุนแรง ค่า BOD แบคทีเรีย และสารตะกั่วมีค่าเกินมาตรฐาน ขณะที่จังหวัดสมุทรปราการก่อสร้างระบบรวบรวมและบาบัดน้าเสียคลองด่านเสร็จกว่าร้อยละ 95 แต่ไม่สามารถเดินระบบได้จนปัจจุบันท่อรวบรวมน้าเสียและระบบบาบัดเสียหายใช้การไม่ได้ แนวทางที่คณะผู้ศึกษานาเสนอ คือ การประสานความร่วมมือในการรวบรวมและบาบัดน้าเสียในเขตพื้นที่ต่อเนื่องระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล ได้แก่ การก่อสร้างระบบท่อแยกในพื้นที่ที่มีบทบาทความสาคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ต่อเนื่อง การกาหนดติดตั้งระบบ On-site ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นน้อย และมาตรการจัดเก็บค่าบาบัดน้าเสีย เป็นต้น
                นายสุวรรณ นันทศรุต ผู้อานวยการสานักงานสิ่งแวดล้อม ภาค 5 นาเสนอต่อที่ประชุมว่า การแก้ปัญหาน้าเสียต้องพิจารณาให้ครอบคลุมจานวนประชากรแฝงในพื้นที่ด้วย สาหรับการวางและจัดทาผังเมืองควรพิจารณาการคุ้มครองรักษาพื้นที่สีเขียวในเขตปริมณฑลซึ่งยังมีพื้นที่เกษตรกรรมที่สมบูรณ์ รวมทั้งควรมีการปรับปรุงการตั้งค่าความเข้มข้นของ BOD ในระบบบาบัดน้าเสียให้มีความเหมาะสม ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประเมินระบบน้าเสียทั่วประเทศ พบว่า ระบบบาบัดควรตั้งค่า BOD อยู่ที่ระดับ 80
                  ผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องไม่มองที่เทคนิคเพียงอย่างเดียว ต้องให้ความสาคัญต่อการบริหารจัดการด้วย อีกทั้งการแก้ปัญหาน้าท่วม โดยใช้น้าดีไล่น้าเสียออกนอกพื้นที่ ควรมีการวางแผนให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดคาถามว่าเหตุใดจึงนาน้าเสียจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งจนกลายเป็นปัญหาการต่อต้านของมวลชน
ผศ.ดร.ศรัณย์ ได้กล่าวว่า สาหรับการจัดเก็บและกาจัดขยะ ปัจจุบันปริมาณขยะในกรุงเทพมหานครมีประมาณ 8,700 ตันต่อวันจาก 2 ล้านครัวเรือน ส่วนหนึ่งนาไปทาปุ๋ยและส่งไปฝังกลบที่ อ.กาแพงแสน จ.นครปฐม และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ขณะที่จังหวัดปริมณฑลประสบปัญหาการกาจัดขยะไม่หมด เกิดขยะตกค้างจานวนมากและมีแนวโน้มสะสมขึ้นตามการขยายตัวของประชากร แนวทางการแก้ไขที่นาเสนอ คือ การประสานการจัดเก็บและกาจัดขยะระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นาไปกาจัดด้วยการใช้เตาเผา ซึ่งจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเห็นว่าไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ไม่ทาลายทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงรถขนขยะให้สวยงาม สะอาด มีการป้องกันขยะร่วงหล่น ปรับปรุงวิธีการแยกขยะ ส่งเสริมให้มีการหมุนเวียนนากลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งจัดเก็บค่าบริการที่เหมาะสมเพื่อให้มีต้นทุนการกาจัดขยะที่เพียงพอ
                    ประเด็นที่มีการนาเสนอในที่ประชุม ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จ้างเอกชนกาจัดขยะ แม้มีผลดีที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณการลงทุนเอง แต่ควรวางมาตรการให้เอกชนที่รับจ้างดาเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐาน และไม่ควรคิดเรื่องกาไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว ควรมองเรื่องการแปรรูปขยะให้เป็นพลังงานโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด หรือมองไกลให้ถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตด้วย

ข่าวประชาสัมพันธ์ การประชุมหารือฯ ด้านคมนาคมและขนส่ง

                   เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 4 สานักผังเมือง กรุงเทพมหานคร สานักผังเมือง ได้จัดการประชุมหารือเพื่อบูรณาการแผนผังโครงสร้างการพัฒนากรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้านการคมนาคมและขนส่ง ในโครงการวางและจัดทาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ผู้ร่วมประชุมเป็นตัวแทนจากหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง และตัวแทนจากปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี นครปฐม และฉะเชิงเทรา จานวน 88 คน โดยมี ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ รองผู้อานวยการสานักผังเมือง เป็นประธานการประชุม
                   รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมขนส่ง ได้บรรยายสรุปว่า เนื่องจากกรุงเทพมหานครกับปริมณฑลมีพื้นที่ติดต่อกัน แผนการพัฒนาต่าง ๆ จึงควรเป็นไปในเชิงบูรณาการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสามารถแก้ไขปัญหาระยะยาว การวางและจัดทาผังเมืองกรุงเทพมหานครด้านการคมนาคมขนส่ง จะแบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือ ด้านการขนส่งคน และการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ด้านการขนส่งคนนั้น เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของจานวนประชากรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดเวลา การเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับ จะมีจานวนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งระยะทางและระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางเพิ่มมากขึ้นด้วย ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม-ขนส่งในปัจจุบัน และที่วางแผนไว้ในอนาคต อาจไม่เพียงพอกับความต้องการ หากไม่มีการปรับทิศทางการพัฒนาปัญหาจะรุนแรงยิ่งขึ้น แนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้นวางไว้ 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก ปล่อยให้ประชาชนอยู่อาศัยในเขตชานกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงยึดโครงสร้างการใช้ที่ดินเดิม แต่เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท สานักการโยธา กรุงเทพมหานคร และสานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร แนวทางที่ 2 คือ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้เกิดสมดุลย์ระหว่างแหล่งงานและที่อยู่อาศัย สามารถลดระยะทางและระยะเวลาในการเดินทาง โดยการส่งเสริมมีแหล่งการจ้างงานในพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑล การพัฒนา Sub-Centers บริเวณชานเมืองกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นต้น สาหรับด้านการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ปัจจุบันผู้ประกอบการขนส่งสินค้าจานวนประมาณ 400 รายกระจายตัวอยู่รอบกรุงเทพมหานคร ทาให้มีปัญหาต่อการพัฒนา แนวทางการแก้ปัญหาที่นาเสนอ คือ การก่อสร้างนิคมการขนส่งของกรุงเทพมหานครสาหรับเป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าดังเช่นที่มีในประเทศเยอรมนี และอิตาลี
                     ตัวแทนจากจังหวัดปริมณฑลที่ร่วมการประชุมหารือ ได้นาเสนอในทิศทางที่คล้ายกัน กล่าวคือ การพัฒนาระบบถนนและระบบรางเพื่อขนส่งคน ควรบูรณาการกับแผนพัฒนาของพื้นที่ปริมณฑลและหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งการขยายโครงข่ายถนนและโครงข่ายราง นอกจากนี้ ควรให้ความสาคัญกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางน้า เช่น การเพิ่มท่าเทียบเรือด้วย ซึ่งสามารถช่วยลดความแออัดของการจราจรบนท้องถนนได้
                     ในประเด็นของการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ กลุ่มผู้ประกอบการได้นาเสนอว่า ปัจจุบันประสบปัญหาการถูกไล่ที่เพื่อสร้างชุมชนที่อยู่อาศัย ทั้งที่คลังสินค้าเกิดขึ้นก่อน กลุ่มผู้ประกอบการจึงต้องการ ให้มีการจัดพื้นที่สาหรับคลังสินค้าให้ชัดเจน พร้อมระบบสาธารณูปการที่จาเป็น หากสามารถจัดตั้งเป็นนิคมการขนส่งได้จะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว อย่างไรก็ตาม ได้มีการท้วงติงจากผู้แทนสานักงานตารวจแห่งชาติว่า การสร้างคลังสินค้า หรือนิคมการขนส่ง ควรคานึงถึงปัญหาความแออัดและวางแผนรับมือด้านการจราจรล่วงหน้าด้วย เนื่องจากคลังสินค้าจะมีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งเข้า-ออกตลอดเวลา ปัจจุบันศูนย์ขนถ่ายสินค้าที่ถนนร่มเกล้ามีปัญหาด้านการจราจรอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ถนนมีจากัดแต่ต้องใช้ร่วมกันระหว่างการขนส่งสินค้าและขนส่งคน
                    ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ รองผู้อานวยการสานักผังเมือง กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของหน่วยงานและตัวแทนจากปริมณฑล มีประโยชน์ต่อการวางและจัดทาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ซึ่งคณะผู้ศึกษาจะได้นาประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาร่วมกับประเด็นการศึกษาด้านอื่น เพื่อให้การวางผังเมืองสามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวและส่งผลดีทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนๆ ลำบากไม๊?...ที่มีหาบเร่แผงลอย ล้ำเข้ามาในทางเดินเท้า...แล้วช่วยบอกหน่อย....ที่ไหนมีปัญหาบ้าง ?

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อนๆลำบากไม๊?...ที่มีหาบเร่แผงลอย ล้ำเข้ามาในทางเดินเท้า...แล้วช่วยบอกหน่อย....ที่ไหนมีปัญหาบ้าง ?